หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

บทเรียน Forex ตอนที่ 1




เราจะทำเงินจากตลาด Forex ได้อย่างไร


          ในตลาดคุณจะซื้อหรือขายค่าเงิน การทำการเทรดในตลาดค่าเงินนั้นง่ายมาก ซึ่งวิธีการเทรดก็เหมือนกับตลาดอื่น ๆ (เช่น ตลาดหุ้น) ดังนั้นถ้าคุณมีประสบการในการเทรดตลาดอื่นมาก่อน คุณก็คงเข้าใจได้ง่ายขึ้น

 วัตถุประสงค์ของการเทรดฟอร์เร็กซ์เพื่อที่จะทำการแลกเปลี่ยนค่าเงินเพราะคาดหวังว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่คาดหวัง ดังนั้น ค่าเงินที่คุณซื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเมื่อคุณขาย

ตัวอย่างของการทำกำไรจากค่าเงิน

         อัตราแลกเปลี่ยนเป็นค่าอัตราส่วนของค่าเงินหนึ่งต่อค่าเงินหนึ่ง ตัวอย่างเช่น USD/CHF อัตราส่วนจะบอกได้ว่า จำนวนเงินดอลล่าร์กี่เหรียญ ถึงจะสามารถซื้อได้ 1 สวิสฟรังค์ หรือ สวิสฟรังค์จานวนเท่าไหร่ที่คุณจะต้องใช้ในการซื้อเงิน 1 ดอลล่าร์


เราจะอ่าน Forex Quote ได้อย่างไร?

      ค่าเงินนั้นจะเป็นคู่ ๆ เสมอ เช่น GBP/USD หรือ USD/JPY เหตุผลที่ค่าเงินถูกกำหนดเป็นคู่ ๆ เพราะว่าในตลาดการเงินทุก ๆ ที่คุณจะทำการซื้อค่าเงินหนึ่ง ด้วยการขายอีกค่าเงินหนึ่ง ตามตัวอย่างเป็นอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินปอนด์อังกฤษ กับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

GBP/USD = 1.7500

ค่าเงินตัวแรกก่อนเครื่องหมาย / เรียกว่า Base Currency (ในตัวอย่างนี้คือค่าเงินปอนด์) ขณะที่ตัวที่สองทางขวามือเรียกว่า Quote currency (ในตัวอย่างนี้คือค่าเงินดอลล่าร์)

        เมื่อคุณซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกคุณว่าคุณต้องจ่ายเท่าไหร่เป็นจานวนเงิน Quote currency เพื่อที่จะซื้อ 1 หน่วยของ Base Currency ตามตัวอย่างข้างต้น คุณต้องจ่าย 1.7500 ดอลล่าร์ สหรัฐฯเพื่อจะซื้อเงินปอนด์ 1 ปอนด์

      เมื่อคุณขาย อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกคุณว่าคุณต้องได้ Quote Currency กี่หน่วยในการขาย 1 หน่วยของ base currency ในตัวอย่างข้างต้น คุณจะได้เงิน 1.7500 ดอลล่าร์ เมื่อคุณขายเงินปอนด์ 1 ปอนด์

    Base currency เป็นเกณฑ์ ในการซื้อขาย ถ้าคุณซื้อ EUR/USD นี่หมายถึงว่าคุณกาลังซื้อ Base Currency และคุณก็ขาย Quote currency

       คุณจะซื้อคู่เงินนี้ถ้าคุณคิดว่าค่าเงิน base currency จะแพงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับ quote currency คุณจะขายคู่เงินถ้าคุณคิดว่า ค่าเงิน ที่เป็น base currency จะลงเมื่อเทียบกับ ค่าเงิน ที่เป็น quote currency

Long/Short

อันดับแรก สิ่งที่คุณต้องทำคือคุณต้องตัดสินใจว่าคุณต้องซื้อหรือขาย

       ถ้าคุณต้องการซื้อ(ซึ่งหมายความว่าคุณซื้อ base currency และ ขาย quote currency) คุณต้องการให้ค่าเงินที่เป็น base currency มีมูลค่ามากขึ้น คุณ ต้องขายมันที่ราคาสูงกว่าที่คุณซื้อ และสำหรับเทรดเดอร์ เราเรียกว่า Long หรือ long position ซึ่งก็เท่ากับ Buy นั่นเอง

      ถ้าคุณต้องการขาย(ซึ่งหมายความว่าคุณต้องการขาย base currency และ ซื้อ quote currency) คุณต้องซื้อค่าเงินที่เป็น base currency คืนในราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่า การ short position หรือ Short ก็คือการ sell นั่นเอง

Bid/Ask Spread

ทุก ๆ คู่เงินมีราคา อยู่สองราคาคือ ราคา bid และ ราคา Ask ราคา Bid นั้นจะต่ำกว่าราคา Ask เสมอ

Bid เป็นราคาซึ่งโบรกเกอร์จะซื้อราคา base currency เพื่อที่จะแลกเปลี่ยน กับค่าเงิน quote currency นั่นหมายถึงว่าคุณ(นักเทรด) จะ sell ได้

Ask เป็นราคาที่ โบรกเกอร์จะขายราคา base currency เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับค่าเงิน quote currency ซึ่งหมายถึง Ask เป็นราคาที่เราจะซื้อได้นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง Bid กับ Ask เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Spread

ลองดูที่ตัวอย่างของราคาที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอโปรแกรมเทรดกัน


         นี่คือ คู่เงิน GBP/USD ราคา Bid 1.7445 และราคา ask เท่ากับ 1.7449. นี่เป็นสิ่งที่โบรคเกอร์เหล่านี้มีเพื่ออำนวยความสะดวกให้คุณ ถ้าคุณต้องการ sell GBP คุณก็เพียงแค่คลิ๊ก "Sell" ที่ราคา 1.7445. ถ้าคุณต้องการซื้อ GBP, คุณก็คลิ๊ก "Buy" และคุณจะได้ราคาที่ 1.7449

       ตามตัวอย่างดังกล่าว เราใช้การวิเคราะห์พื้นฐาน ในการช่วยตัดสินใจว่า จะซื้อหรือขายคู่เงินนั้น ๆ ถ้าคุณชอบแอบหลับในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ หรือว่า โดดเรียนบ่อย ๆ ไม่ต้องห่วง เรามีเนื้อหาให้คุณได้ศึกษาในบทต่อ ๆ ไป สาหรับตอนนี้ แค่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนก็พอ

EUR/USD 

      ตามตัวอย่างนี้ เงินยูโรเป็น base currency และใช้เป็นเกณฑ์ในการ ซื้อขายด้วย

     ถ้าคุณเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข่าวร้ายสาหรับค่าเงินดอลล่าร์เช่นกัน คุณ ก็จะต้องส่งคำสั่ง BUY ค่าเงิน EUR/USD โดยดังกล่าวคือ คุณซื้อเงินยูโรซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ ค่าเงินดอลล่าร์

     ถ้าคุณเชื่อว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั้นแข็งแกร่งและค่าเงินยูโรจะอ่อนแอเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ คุณต้องส่งคาสั่ง Sell EUR/USD นั่นคือ คุณคาดว่าค่าเงินยูโรจะร่วงลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

USD/JPY 

         ตัวอย่างนี้คือ ค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯ เป็น base currency และใช้เป็นเกณฑ์ในการซื้อขาย

    ถ้าคุณคิดว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะทำให้ค่าเงินเยน ตกต่ำเพื่อจะกระตุ้นอุตสาหกรรมส่งออก คุณต้องส่งออร์เดอร์ Buy USD/JPY นั่นหมายถึงคุณซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯเพราะคาดว่ามันจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินญี่ปุ่น

       ถ้าคุณเชื่อว่า นักลงทุนญี่ปุ่น กำลังดึงเงินออกจากตลาดการเงินสหรัฐฯ และแลกเงินดอลล่าร์สหรัฐฯทั้งหมดที่เขามีในมือกลับมาเป็นเงินเยน ซึ่งจะทาให้เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย คุณต้องส่งคำสั่ง Sell USD/JPY โดยการทำแบบนี้หมายความว่าคุณคิดว่าค่าเงินสหรัฐฯ มีการอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน

GBP/USD

      ตามตัวอย่างนี้ เงินปอนด์เป็น base currency และใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดการซื้อหรือขายคู่เงิน

    ถ้าคุณคิดว่าเศรษฐกิจของอังกฤษจะยังคงเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ คุณต้องส่งคำสั่ง BUY GBP/USD นั่นคือคุณต้องซื้อเงินปอนด์เพราะคิดว่ามันจะขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

   ถ้าคุณคิดว่าเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษจะชะงัก ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯอเมริกายังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง คุณก็ต้องส่งคำสั่ง Sell GBP/USD หมายความว่าคุณต้องขายเงินปอนด์เพราะว่าคุณคิดว่า ราคามันจะลดลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

เราไม่มีเงินพอที่จะซื้อค่าเงินมูลค่า 10,000 ยูโร เราจะยังเทรดได้อยู่ไหม?

      คุณสามารถเทรดได้เพราะเราสามารถใช้ margin ได้ คำว่า Margin หมายถึงการเทรดโดยการยืมเงินจาก โบรกเกอร์มานั่นเอง ด้วยเหตุนี้คุณสามารถเปิด position มูลค่า 100,000 เหรียญ หรือ 10,000 เหรียญ โดยเงินเพียง 50 เหรียญ หรือ 1,000 เหรียญ เท่านั้นเอง คุณสามารถถือครอง position ขนาดใหญ่ ด้วยเงินเพียงน้อยนิด และต้นทุนไม่แพงมากนัก

      การเทรดแบบใช้มาร์จิ้น ในตลาดค่าเงินนี้ เราเรียกว่า Lot ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างละเอียดในบทต่อ ๆ ไป สาหรับตอนนี้ ให้คิดแค่ว่า คำว่า lot คือปริมาณค่าเงินอย่างต่ำที่คุณสามารถซื้อได้ก็พอแล้ว เช่น เมื่อคุณไปร้านขายของชำและอยากซื้อไข่ คุณไม่สามารถที่จะซื้อไข่เพียงใบเดียวได้ เพราะมันขายเป็นโหล หรือเราเรียกได้ว่า 1 lot ก็ได้ในบัญชี Mini 1 lot มูลค่าเท่ากับ 10,000 เหรียญ และในบัญชี standard นั้น มูลค่า 100,000 เหรียญ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณเปิดบัญชีประเภทไหนไว้อีกที

ตัวอย่าง

    - คุณคิดว่าสัญญาณทางเทคนิคที่คุณใช้บอกว่า ค่าเงินปอนด์จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ (GBP/USD)
          -  คุณจะเปิด position 1 lot ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 100,000 คุณอยากซื้อเงินปอนด์ที่ 1 เปอร์เซ็นต์ของมาร์จิ้น และรอให้ค่าเงินมันแข็งค่าขึ้น เมื่อคุณซื้อ GBP/USD 1 ลอท(100,000) ที่ราคา 1.5000 คุณกาลัง Buy 100,000 ปอนด์ซึ่งมีมูลค่า 150,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (เงินปอนด์ 100,000 หน่วย x 1.50(อัตราแลกเปลี่ยนต่อเงินดอลล่าร์) ถ้ามาร์จิ้นที่ต้องใช้เท่ากับ 1 % คุณต้องมีเงิน เท่ากับ 1,500 เหรียญ อย่างน้อยในบัญชีของคุณ(150,000 เหรียญX 1%) ตอนนี้คุณถือครอง position เงินปอนด์ มูลค่า 100,000 ปอนด์ ซึ่งใช้เงินเพียงแค่ 1,500 เหรียญถ้าค่าเงินมันขึ้นไปอย่างที่คุณคิด และคุณอยากจะซื้อ
           -   คุณจะปิด position ที่ราคา 1.5050 คุณจะได้ 50 pip หรือราว ๆ 500 เหรียญ( Pip (ปิ๊บ) คือจำนวนน้อยที่สุดที่ค่าเงินเคลื่อนไหว หรือ 1 จุดนั่นเอง)


       เมื่อคุณตัดสินใจที่จะปิด position กำไรขาดทุนก็จะถูกคำนวณ และมันก็จะเอาไปรวมกับบัญชีของคุณที่คุณเปิด
        เราจะพูดถึงเรื่องมาร์จิ้นละเอียดกว่านี้ และหวังว่า คุณคงพอเข้าใจความหมายของมาร์จิ้นบ้างแล้วตอนนี้

บัญชี Demo

       คุณสามารถเปิดบัญชี demo ได้ฟรีแทบจะทุกโบรคเกอร์ ซึ่งบัญชีเดโมนี้จะเหมือนบัญชีจริงทุกอย่าง แล้วทำไมมันถึงฟรีหล่ะ? เพราะว่าโบรกเกอร์อยากให้คุณใช้โปรแกรมการเทรดของเขาให้คล่อง และถ้าคุณเทรดได้ดี คุณก็จะตกหลุมรักในฟอร์เร็กซ์แล้วคุณก็จะอยากฝากเงินจริง บัญชีเดโมจะทำให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดฟอร์เร็กซ์ได้ง่ายขึ้น และสามารถทดสอบความสามารถในการเทรดของคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องเสี่ยงที่จะเสียเงินเลย

จบไปแล้วนะครับสำหรับ บทเรียน Forex ตอนที่ 1 หวังว่าคงมีประโยชน์กับนักลงทุนหน้าใหม่ และ หน้าเก่าด้วยนะครับ แล้วรอพบกับ ตอนที่ 2 เร็วๆนี้ครับ


Share This